นางขุชชุตตรา

นางขุชชุตตรา – สัมมาศรัทธา

เรื่องประวัติของนางขุชชุตตรา ที่เป็นนางสนมของพระนางสามาวดี เป็นผู้รับใช้ที่พระนางสามาวดีไว้ใจเป็นพิเศษ และเป็นหัวหน้าแก่นางสนมอื่นๆ อีกห้าร้อยคน นางขุชชุตตรา ไม่เคยฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเลย พระนางสามาวดีให้ไปซื้อดอกไม้มาประดับในพระราชวังทุกวัน และให้เงินไปครั้งละ ๘ กหาปณะ

ในเช้าวันหนึ่ง นายมาลาการได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกมาฉันอาหารที่บ้าน ได้เก็บดอกไม้ทั้งหลายมาประดับปะรำพิธี ไม่มีเวลาที่จะไปเก็บดอกไม้ให้นางขุชชุตตรา แล้วบอกว่าวันนี้เราได้นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกมาฉันที่นี่ เมื่อฉันเสร็จก็จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ให้นางขุชชุตตราคอยก่อน เสร็จแล้วจึงจะไปเก็บดอกไม้ให้ นางขุชชุตตราก็ยินดีที่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า

เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จแล้วก็แสดงธรรม โดยเอาดอกไม้ในปะรำพิธีมาเป็นอุบายในการแสดง พระองค์ทรงเปรียบว่า

“ดอกไม้เมื่อยังตูม แย้มบาน และบานเต็มที่ ย่อมมีความสวยงามไปได้ระยะหนึ่ง จากนั้นไปก็มีการเหี่ยวเฉาร่วงโรยไป ไม่กี่วันก็ผุพังเน่าเป็นดินน้ำลมไฟไปตามแผ่นดินนี้ นี้ฉันใด ร่างกายของคนเรา ก็ฉันนั้น”

“เมื่อวัยแรกรุ่นเป็นหนุ่มสาวก็มีความสวยงาม อีกไม่นานรูปร่างก็หมดความมีสง่าราศี ไม่มีความสวยงามแต่อย่างใด ในที่สุดก็แก่เจ็บตายไปเหมือนกันทุกคน ร่างกายเน่าทับถมลงสู่แผ่นดินนี้ด้วยกัน ไม่ว่าใครจะอยู่ในฐานะอะไร จะเป็นคนจนคนรวย พระราชามหากษัตริย์ก็ตาม ทุกคนจะเป็นเหมือนดอกไม้นี้ทุกคน”

นางขุชชุตตรา ได้ฟังแล้วก็น้อมดอกไม้นั้นมาเปรียบกับร่างกายตัวเอง แล้วใช้ปัญญาพิจารณาร่างกายให้เป็นไปเหมือนดอกไม้นั้น แล้วบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อพวกเราได้อ่านประวัติของนางขุชชุตตราเมื่อไร พวกเราจะได้เปลี่ยนความเห็นได้ทันที

“นางขุชชุตตราไม่เคยรู้จักศีลห้ามาก่อน และไม่เคยทำสมาธิความสงบแต่อย่างใด ทำไมนางขุชชุตตราจึงมีปัญญาพิจารณาเรื่องดอกไม้ได้เล่า”

ให้พวกเราพิจารณาให้ดีและมีเหตุผลเป็นของตัวเอง จึงจะแก้ไขปัญหาของตัวเองได้ เมื่อนางขุชชุตตราได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว มีปัญญาแตกฉานในพระธรรม จำธรรมะที่พระพุทธเจ้าอธิบายไปนั้นได้ทั้งหมด

เสร็จแล้วนายมาลาการก็ไปเก็บดอกไม้ให้ นางขุชชุตตราแต่ก่อนเคยซื้อดอกไม้ ๔ กหาปณะ อีก ๔ กหาปณะก็เอาเป็นของส่วนตัวไป ในช่วงนั้นนางขุชชุตตราเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ใจมีความละอาย จึงได้ซื้อดอกไม้ในเงิน ๘ กหาปณะนี้ทั้งหมด เมื่อมาถึงพระราชวัง พระนางสามาวดีถาม ก็เล่าเรื่องตามความจริงให้ฟังทั้งหมด พระนางสามาวดีถามนางขุชชุตตราว่า การได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วจำได้ไหม นางขุชชุตตราตอบว่าจำได้ พระนางสามาวดีขอฟังธรรมจากนางขุชชุตตราในขณะนั้นทันที

พระนางสามาวดีพร้อมทั้งบริวารอีก ๕๐๐ คน เมื่อได้ฟังธรรมจากนางขุชชุตตราแล้ว ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันกันทั้งหมด แต่ก่อนมาพระนางสามาวดีและบริวารก็ไม่รู้จักศีลห้า ไม่เคยทำสมาธิความสงบแต่อย่างใด ทำไมจึงมีปัญญาพิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ให้พวกเราพิจารณาดูให้ดี มีพยานบุคคลมาเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ปัญญาไม่ได้เกิดจากสมาธิความสงบแต่อย่างใด ให้พากันเข้าใจเสียว่า

“ปัญญาของเรามีอยู่ในตัวแล้ว แต่เราไม่รู้จักปัญญาตัวเอง ปัญญาก็หมายถึงความคิดที่เราใช้กันอยู่ในขณะนี้”

แต่เราใช้ความคิดนี้ไปในทางกระแสโลกอยู่ตลอดเวลา การใช้ปัญญาในทางธรรมกลับไม่เข้าใจ เพราะเราไม่เคยได้ศึกษาในทางธรรมมาก่อน จึงไม่เข้าใจในการใช้ปัญญาของตัวเอง